คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6414/2551 : สัญญายืมเงินทดรองราชการ


ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาเกี่ยวกับความรับผิดตามสัญญายืมเงินทดรองราชการไว้ โดยมีข้อเท็จจริงคือ

โจทก์เป็นหน่วยงานของรัฐมีฐานะเป็นนิติบุคคล ส่วนจำเลยรับราชการในหน่วยงานของโจทก์ 

ต่อมาจำเลยได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา ให้เป็นผู้ดำเนินการอบรมลูกจ้างประจำโรงเรียนปฏิรูปการศึกษา 

จำเลยจึงขอยืมเงินเพื่อไปใช้ในการอบรมดังกล่าว จำนวน 127,100 บาท จากผู้อำนวยการการประถมศึกษาจังหวัดชัยภูมิ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของโจทก์ 

ผู้อำนวนการการประถมศึกษาจังหวัดชัยภูมิอนุมัติให้จำเลยยืมเงิน และจำเลยได้รับเงินที่ยืมไปครบถ้วนแล้ว 

ภายหลังได้รับเงิน จำเลยนำเงินบรรจุในซองกระดาษ เก็บไว้ในรถยนต์ของนาง ส. ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ฝึกอบรมประจำสำนักงานประถมศึกษาจังหวัดชัยภูมิ และนาง ส. ขับรถยนต์คันดังกล่าว ไปจอดไว้ที่บริเวณหน้าสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดชัยภูมิ 

ต่อมามีคนร้ายงัดประตูรถยนต์ ลักเอาเงินจำนวนดังกล่าวไป

โจทก์ทำการสอบสวนและลงความเห็นว่า ไม่มีผู้ใดกระทำไปโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง 

คดีมีปัญหาในข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงประการเดียวว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องบังคับให้จำเลยชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวหรือไม่

โจทก์ฎีกาว่า แม้การยืมเงินของจำเลยเพื่อนำไปใช้ในการอบรมที่โจทก์จัดขึ้น จะมิใช่เป็นการยืมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 650 ก็ตาม แต่เป็นกรณีต้องนำบทบัญญัติมาตราดังกล่าวมาใช้ในฐานะเป็นบทกฎหมายใกล้เคียง 

ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยเป็นข้าราชการในสังกัดของโจทก์ และได้รับมอบหมายจากโจทก์ให้เป็นผู้ดำเนินการอบรมลูกจ้างประจำโรงเรียนปฏิรูปการศึกษา เงินที่จำเลยขอยืมก็เพื่อนำไปใช้ในการอบรมลูกจ้างประจำโรงเรียนปฏิรูปการศึกษา เป็นเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ราชการตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา 

การทำสัญญาการยืมเงิน เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งในการปฏิบัติหน้าที่ราชการของจำเลย จึงมิใช่เป็นการยืมตามลักษณะ 9 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และไม่อาจนำบทบัญญัติในลักษณะ 9 มาใช้บังคับในฐานะบทกฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่งได้ 

ส่วนจำเลยจะต้องรับผิดตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 หรือไม่ นั้น เมื่อโจทก์ไม่ได้ฟ้องร้องให้จำเลยรับผิดตามกฎหมายในส่วนนี้ จึงไม่เป็นประเด็นที่ต้องวินิจฉัย

ที่มา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6414/2551
#นักเรียนกฎหมาย
23 ตุลาคม 2563

ความคิดเห็น