ข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะกำหนดโทษ จึงไม่ต้องให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8387/2563)


ในคดีอาญาหากศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะกำหนดโทษได้แล้ว จึงไม่ต้องมีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจจำเลยก็ได้ เป็นดุลพินิจของศาล

คดีนี้พนักงานอัยการเป็นโจทก์ ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335, 336 ทวิจำเลยให้การรับสารภาพ 

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) วรรคแรก ประกอบมาตรา 336 ทวิ จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้วางโทษจำคุกจำเลย 1 ปี 6 เดือน ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 9 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้มีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจจำเลยนั้น เห็นว่า ในคดีอาญาเมื่อศาลเห็นสมควรจะสั่งให้พนักงานคุมประพฤติทำการสืบเสาะและพินิจจำเลยหรือไม่ก็ได้ อันเป็นดุลพินิจของศาล ไม่มีกฎหมายบังคับว่าศาลต้องสืบเสาะและพินิจจำเลยทุกเรื่องไป เมื่อศาลเห็นว่าคดีนี้มีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยได้ จึงไม่จำต้องสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจจำเลย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน

ที่มา 
- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8387/2563

- พระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ. 2559
  มาตรา 4
บัญญัติว่า "ในพระราชบัญญัตินี้
  ...
  "การสืบเสาะและพินิจ" หมายความว่า การแสวงหาข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับผู้ถูกสืบเสาะและพินิจ เพื่อประมวลข้อเท็จจริง จัดทำรายงาน และความเห็นเสนอประกอบการพิจารณาของศาล หรือเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจ

ความคิดเห็น