ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ประเภทและระดับตำแหน่งข้าราชการสำนักงาน ป.ป.ช.

          ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าด้วยการบริหารทรัพยากรบุคคลของสำนักงาน ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 ออกตามความในประราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 เป็นการกำหนดระเบียบเกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรบุคคลของสำนักงาน ป.ป.ช. รวมถึงกำหนดประเภทและระดับตำแหน่งของข้าราชการสำนักงาน ป.ป.ช. โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่
          1. เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.
          2. ข้าราชการสำนักงาน ป.ป.ช. ตำแหน่งสาขากระบวนการยุติธรรม
          3. ข้าราชการสำนักงาน ป.ป.ช. ตำแหน่งทั่วไป

1. เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. 
    1.1 ถือเป็นตำแหน่งเทียบเท่าหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง
    1.2 มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจโดยสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ เป็นกลาง มีจริยธรรมที่ดี และปราศจากอคติทั้งปวง และมีคุณวุฒิ ประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญอันจะเป็นประโยชน์แก่การปฏิบัติงานของสำนักงาน ป.ป.ช. ตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด (ข้อ 25 ของระเบียบ)
    1.3 มีคุณสมบัติทั่วไปของข้าราชการสำนักงาน ป.ป.ช. ในตำแหน่งทั่วไป และไม่มีลักษณะต้องห้ามของข้าราชการสำนักงาน ป.ป.ช. ในตำแหน่งสาขากระบวนการยุติธรรมและตำแหน่งทั่วไป
    1.4 วิธีการได้มา เป็นไปตามที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.กำหนด
    1.5 การแต่งตั้งเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ประธานกรรมการ ป.ป.ช. โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้มีอำนาจสั่งบรรจุ แล้วเสนอเรื่องต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
    1.6 มีวาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี นับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง และให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว
    1.7 เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. พ้นจากตำแหน่งเมื่อ
          1) ครบวาระ
          2) ตาย
          3) พ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือเพราะขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามข้อ 25 และข้อ 32 ข.
          4) ลาออก
          5) คณะกรรมการ ป.ป.ช. เสนอเรื่องต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อนำความกราบบังคมทูล เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งเพราะไม่ผ่านการประเมินตามระเบียบหรือประกาศที่ กปปช. กำหนด
    1.8 กรณีเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. พ้นตำแหน่งตามวาระ แต่ยังไม่พ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน้จบำนาญข้าราชการ หรือพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระโดยลาออก และกรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. เสนอเรื่องต่อนายกรัฐมนตรี เพื่อนำความกราบบังคับทูล เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งเพราะไม่ผ่านการประเมินตามระเบียบหรือประกาศที่ กปปช. กำหนด ให้บุคคลดังกล่าวดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาประจำสำนักงาน ป.ป.ช. หรือตำแหน่งอื่นใดซึ่งมีตำแหน่งเทียบเท่า โดยให้ได้รับอัตราเงินเดือน เงินเพิ่มพิเศษสำหรับตำแหน่ง และค่าตอบแทนหรือสิทธิและประโยชน์อื่นใดตามที่ กปปช. กำหนด

2. ข้าราชการสำนักงาน ป.ป.ช. ตำแหน่งสาขากระบวนการยุติธรรม
    2.1 ตำแหน่งประเภทบริหารงานยุติธรรม คือ
          1) นักบริหารงานยุติธรรม ป.ป.ช. ระดับสูง ได้แก่ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. และรองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภาค
          2) นักบริหารงานยุติธรรม ป.ป.ช. ระดับต้น ได้แก่ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. และผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภาค
    2.2 ตำแหน่งประเภทอำนวยการยุติธรรม มีตำแหน่งอำนวยการยุติธรรม ระดับสูง ได้แก่ ผู้อำนวยการสำนัก และผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัด
    2.3 ตำแหน่งประเภทวิชาการยุติธรรม ได้แก่
          1) ผู้ช่วยพนักงานไต่สวน
          2) พนักงานไต่สวน ระดับต้น
          3) พนักงานไต่สวน ระดับกลาง
          4) พนักงานไต่สวน ระดับสูง
          5) พนักงานไต่สวนผู้เชี่ยวชาญ
          6) พนักงานไต่สวนผู้ทรงคุณวุฒิ
    2.4 ข้าราชการสำนักงาน ป.ป.ช. ตำแหน่งสาขากระบวนการยุติธรรม ต้องเป็นผู้มีพื้นฐานความรู้สำเร็จการศึกษาระดับตั้งแต่ปริญญาโททางกฎหมายขึ้นไป หรือสอบไล่ได้เป็นเนติบัณฑิตตามหลักสูตรของสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา หรือสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีทางกฎหมาย และปริญญาสาขาอื่นอันจะยังประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของสำนักงาน ป.ป.ช. ทั้งนี้ จะต้องมีความรู้และประสบการณืที่เป็นประโยชน์ในการไต่สวนและวินิจฉัยคดี หรือการให้ความเห็นทางกฎหมาย หรือการดำเนินคดีในชั้นศาล ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. กำหนด
    2.5 ปริญญาสาขาอื่นอันจะยังประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของสำนักงาน ป.ป.ช. ได้แก่ปริญญาในสาขาดังนี้
          1) ปริญญาสาขาวิศวกรรมศาสตร์ ทางวิศวกรรมโยธา หรือทางวิศวกรรมไฟฟ้า
          2) ปริญญาสาขาวิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์
          3) ปริญญาสาขาวิชาวิทยาศาสตร์การแพทย์ ทางนิติวิทยาศสตร์
          4) ปริญญาสาขาวิชาการบัญชี หรือสาขาวิชาใดวิชาหนึ่งทางการบัญชี
          5) ปริญญาสาขาวิชาเศรษฐศาสตร์
          6) ปริญญาสาขาวิชาใดวิชาหนึ่ง ทางการเงิน หรือทางการเงินและการธนาคาร
          7) ปริญญาสาขาวิชาใดวิชาหนึ่ง ทางอาชญาวิทยาและงานยุติธรรม หรือทางการบริหารงานยุติธรรม
          8) ปริญญาสาขาวิชารัฐศาสตร์ หรือสาขาวิชาใดวิชาหนึ่งทางรัฐศาสตร์ หรือทางรัฐประศาสนศาสตร์ หรือทางบริหารรัฐกิจ
          9) ปริญญาสาขาวิชาใดวิชาหนึ่ง ทางภูมิสารสนเทศศาสตร์ หรือทางภูมิศาสตร์ หรือทางวิทยาการสารสนเทศภูมิศาสตร์ หรือทางสารสนเทศภูมิศาสตร์
          10) ปริญญาสาขาวิชาใดวิชาหนึ่ง ทางคอมพิวเตอร์ หรือทางเทคโนโลยีสารสนเทศ
          11) ปริญญาสาขาหรือทางอื่นตามที่ กปปช. ประกาศกำหนด
ทั้งนี้ ปริญญาสาขาอื่นอันจะยังประโยชน์ต่อการปฏิบัติงานของสำนักงาน ป.ป.ช. ให้รวมถึงปริญญาในสาขาหรือทางอื่นในลักษณะทนองเดียวกันหรือเทียบได้กับปริญญาที่กำหนดดังกล่าวตามที่ กปปช. รับรอง
    2.6 ข้าราชการสำนักงาน ป.ป.ช. ตำแหน่งสาขากระบวนการยุติธรรม ต้องมีคุณสมบัติทั่วไปและไม่มีลักษณะต้องห้าม (ข้อ 32 ข.) ดังนี้
          1) คุณสมบัติทั่วไป
              - มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
              - มีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี
              - เป็นผู้เลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขด้วยความบริสุทธิ์ใจ
              - เป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริต
              - เป็นผู้ที่ผ่านการตรวจร่างกายและจิตใจตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ กปปช. กำหนด
          2) ลักษณะต้องห้าม
              - เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี
              - เป็นผู้เคยถูกลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ หรือถูกถอนถอนออกจากตำแหน่ง
              - เป็นผู้เคยต้องรับโทษจำคุกดดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทาสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
              - เป็นผู้เคยกระทำการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ หรือเข้าปฏิบัติงานในรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ
              - เป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกสั่งพักงาน หรือพักราชการ หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนตามระเบียบนี้หรือตามกฎหมายอื่น
              - เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ หรือความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดในความผิดฐานเป็นผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก หรือผู้ค้า กฎหมายว่าด้วยการพนันในความผิดฐานเป็นเจ้ามือหรือเจ้าสำนัก กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ หรือกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในความผิดฐานฟอกเงิน
              - เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
              - เป็นกรรมการหรือผู้ดำรงตำแหน่งที่รับผิดชอบในการบริหารพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง
              - เป็นผู้บริหารท้องถิ่น รองผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
              - เป็นบุคคลล้มละลาย
              - เป็นคนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ คนวิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ หรือมีจิตใจไม่เหมาะสมที่จะเป็นข้าราชการสำนักงาน ป.ป.ช. หรือเป็นโรคตามที่ กปปช. กำหนด

3. ข้าราชการสำนักงาน ป.ป.ช. ตำแหน่งทั่วไป
    3.1 ตำแหน่งและระดับตำแหน่ง
          1) ตำแหน่งประเภทบริหาร ได้แก่
              - นักบริหารงาน ป.ป.ช. ระดับสูง ได้แก่ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภาค และผู้ตรวจราชการสำนักงาน ป.ป.ช.
              - นักบริหารงาน ป.ป.ช. ระดับต้น ได้แก่ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. และผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภาค
          2) ตำแหน่งประเภทอำนวยการ มีตำแหน่งอำนวยการ ระดับสูง ได้แก่ ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการสถาบัน และผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัด
          3) ตำแหน่งประเภทวิชาการ ได้แก่
              - ระดับปฏิบัติการ
              - ระดับชำนาญการ
              - ระดับชำนาญการพิเศษ
              - ระดับเชี่ยวชาญ
              - ระดับทรงคุณวุฒิ
          4) ตำแหน่งประเภททั่วไป ได้แก่
              - ระดับปฏิบัติงาน
              - ระดับชำนาญงาน
              - ระดับอาวุโส
    3.2 ต้องมีคุณสมบัติทั่วไป และไม่มีลักษณะต้องห้ามดังนี้
          1) คุณสมบัติทั่วไป
              - มีสัญชาติไทยโดยการเกิด
              - มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี
              - เป็นผู้เลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขด้วยความบริสุทธิ์ใจ
              - เป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริต
          2) ลักษณะต้องห้าม
              - เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียหรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี
              - เป็นผู้เคยถูกลงโทษไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ หรือถูกถอนถอนออกจากตำแหน่ง
              - เป็นผู้เคยต้องรับโทษจำคุกดดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่เป็นโทาสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
              - เป็นผู้เคยกระทำการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ หรือเข้าปฏิบัติงานในรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานอื่นของรัฐ
              - เป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกสั่งพักงาน หรือพักราชการ หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนตามระเบียบนี้หรือตามกฎหมายอื่น
              - เคยต้องคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หรือต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือกระทำความผิดตามกฎหมายว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ หรือความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน กฎหมายว่าด้วยยาเสพติดในความผิดฐานเป็นผู้ผลิต นำเข้า ส่งออก หรือผู้ค้า กฎหมายว่าด้วยการพนันในความผิดฐานเป็นเจ้ามือหรือเจ้าสำนัก กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ หรือกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินในความผิดฐานฟอกเงิน
              - เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
              - เป็นกรรมการหรือผู้ดำรงตำแหน่งที่รับผิดชอบในการบริหารพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่พรรคการเมือง
              - เป็นผู้บริหารท้องถิ่น รองผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่น และสมาชิกสภาท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
              - เป็นบุคคลล้มละลาย
              - เป็นคนไร้ความสามารถ คนเสมือนไร้ความสามารถ คนวิกลจริต หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ หรือมีจิตใจไม่เหมาะสมที่จะเป็นข้าราชการสำนักงาน ป.ป.ช. หรือเป็นโรคตามที่ กปปช. กำหนด

ที่มา  ระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าด้วยการบริหารทรัพยากรบุคคลของสำนักงาน ป.ป.ช. พ.ศ. 2561

#นักเรียนกฎหมาย
8 พฤศจิกายน 2561

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมประจำสัปดาห์

แนวข้อสอบ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

ข้อ 1 นาย เอ ลูกจ้างประจำ ตำแหน่งพนักงานขับรถยนต์ของเทศบาลบี ปฏิบัติหน้าที่ขับรถเก็บขยะมูลฝอยด้วยความประมาทชนท้ายรถยนต์ของนาย ซี ทำให้รถยนต์ของนาย ซี เสียหาย จากข้อเท็จจริงดังกล่าว ข้อใดต่อไปนี้ ไม่ ถูกต้อง ก. นาย เอ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ข. การกระทำของนาย เอ เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายในการให้บริการสาธารณะเกี่ยวกับการรักษาความสะอาด ค.  เทศบาลบี เป็นหน่วยงานของรัฐ ที่ต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่ นาย เอ ได้กระทำไปในการปฏิบัติหน้าที่ ง.   นายซี มีอำนาจฟ้องเทศบาลบี ต่อศาลปกครอง ข้อ 2 การกำหนดหน่วยงานอื่นของรัฐให้เป็นหน่วยงานของรัฐ ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ต้องออกเป็นกฎหมายใด ก. พระราชบัญญัติ ข. พระราชกฤษฎีกา ค. พระราชกำหนด ง. กฎกระทรวง ข้อ 3 ข้อใดไม่ถูกต้อง ก. การกระทำโดยจงใจ คือ รู้สำนึกถึงการกระทำว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลอื่น ข. การกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง คือ ไม่มีเจตนา แต่พึงคาดหมายได้ว่าอาจก่อให้เกิดความเสียหายขึ้น และหากใช้ความระมัดระวังเพียงเล็กน้อย ก็อาจป้องกันมิให้เกิดความเสียหายได้ แต่ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังเลย

แนวข้อสอบ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

***ปล. ในเรื่องการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ยังมีหลักกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนมาก หากมีโอกาสผมจะเพิ่มเติมแนวข้อสอบในโพสต์นี้นะครับ*** ข้อ 1. ส่วนราชการต่างๆ จะต้องจัดทำบัญชีต้นทุนในงานบริการสาธารณะ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ในเรื่องใด    ก. เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ    ข. เพื่อให้มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ    ค. เพื่อลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน    ง. เพื่อปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการ ข้อ 2. ในวาระเริ่มแรก แผนปฏิบัติราชการของส่วนราชการมีระยะเวลากี่ปี ตามกฎหมายใหม่    ก. 2 ปี    ข. 3 ปี    ค. 5 ปี    ง. 6 ปี ข้อ 3. แผนปฏิบัติราชการตามข้อ 2. มีห้วงระยะเวลาตามข้อใด    ก. ปีงบประมาณ พ.ศ. 2562    ข. ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ถึงปีงบประมาณ พ.ศ. 2565    ค.  ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ถึงปีงบประมาณ พ.ศ. 2567    ง.  ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ถึงปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ข้อ 4. การปฏิบัติราชการที่มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดความผาสุกและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ความสงบและปลอดภัยของสังคมส่วนรวม ตลอดจนประโยชน์สูงสุดของประเทศ เป็นความหมายต

โครงสร้างรัฐธรรมนูญ'60

การศึกษาโครงสร้างของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือกฎหมายอื่นๆ มีความสำคัญมาก ซึ่งจะช่วยให้มองเห็นภาพรวมของกฎหมายนั้น สามารถศึกษาและทำความเข้าใจเนื้อหาบทบัญญัติต่างๆ สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน สำหรับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปัจจุบัน (2560) มีบทบัญญัติทั้งสิ้น 279 มาตรา แบ่งออกเป็น 16 หมวด และบทเฉพาะกาลอีก 18 มาตรา ดังนี้ หมวด 1 บททั่วไป  (มาตรา 1-5) หมวด 2 พระมหากษัตริย์  (มาตรา 6-24)   หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย  (มาตรา 25-49) หมวด 4 หน้าที่ของปวงชนชาวไทย  (มาตรา 50) หมวด 5 หน้าที่ของรัฐ  (มาตรา 51-63) หมวด 6 แนวนโยบายแห่งรัฐ  (มาตรา 64-78) หมวด 7 รัฐสภา  (มาตรา 79-157)     ส่วนที่ 1 บททั่วไป  (มาตรา  79-82)     ส่วนที่ 2 สภาผู้แทนราษฎร  (มาตรา  83-106)     ส่วนที่ 3 วุฒิสภา  (มาตรา  107-113)     ส่วนที่ 4 บทที่ใช้แก่สภาทั้งสอง  (มาตรา  114-155)     ส่วนที่ 5 การประชุมร่วมกันของรัฐสภา   (มาตรา  156-157)  หมวด 8 คณะรัฐมนตรี  (มาตรา 158-183)  หมวด 9 การขัดกันแห่งผลประโยชน์  (มาตรา 184-187)  หมวด 10 ศาล  (มาตรา 188-199)     ส่วนที่ 1 บททั่วไป  (มาตรา  188-