ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

การชักธงชาติในสถานศึกษา


   ปัจจุบันการชักธงชาติและประดับธงชาติในสถานศึกษา เป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการชักธงชาติในสถานศึกษา พ.ศ. 2547 แก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการชักธงชาติในสถานศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 โดยมีสาระสำคัญดังนี้

1. ขอบเขตบังคับใช้
    ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการชักธงชาติในสถานศึกษา พ.ศ. 2547 ออกตามความในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการใช้ การชัก หรือการแสดงธงชาติและธงของต่างประเทศในราชอาณาจักร พ.ศ. 2529 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2547 เป็นต้นไป

2. นิยามความหมาย
    2.1 "สถานศึกษา" หมายความว่า สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย โรงเรียน ศูนย์การเรียน วิทยาลัย สถาบัน มหาวิทยาลัย หน่วยงานการศึกษาหรือหน่วยงานอื่นของรัฐหรือของเอกชนที่มีอำนาจหน้าที่หรือมีวัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษา
    2.2 "หัวหน้าสถานศึกษา" หมายความว่า ผู้อำนวยการ อธิการบดี หรือหัวหน้าสถานศึกษาที่เรียกชื่ออย่างอื่น ทั้งของรัฐและเอกชนที่มีอำนาจหน้าที่หรือวัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษา

3. กำหนดเวลาชักธงชาติขึ้นและลง
    3.1 ในวันเปิดเรียน
          ชักขึ้น เวลาเข้าเรียน
          ชักลง เวลา 18.00 น.
    3.2 ในวันปิดเรียน
          ชักขึ้น เวลา 08.00 น.
          ชักลง เวลา 18.00 น.
    สถานศึกษาใดมีความจำเป็น ไม่อาจจะชักธงชาติขึ้นและลงตามเวลาที่กำหนดดังกล่าว ให้หัวหน้าสถานศึกษาเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาตามความเหมาะสม
    สำหรับสถานศึกษาระดับอุดมศึกษา ให้เป็นอำนาจของหัวหน้าสถานศึกษานั้นๆ มีอำนาจพิจารณาตามความเหมาะสม

4. การปฏิบัติในการชักธงชาติขึ้นและลง และการทำความเคารพธงชาติ 
    การปฏิบัติในการชักธงชาติขึ้นและลง และการทำความเคารพธงชาติ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่สถานศึกษากำหนด ทั้งนี้ให้ปฏิบัติให้สอดคล้องกับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการใช้ การชัก หรือการแสดงธงชาติและธงของต่างประเทศในราชอาณาจักร พ.ศ. 2529 ซึ่งตามข้อ 9 ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ ดังกล่าว กำหนดข้อปฏิบัติในการชักธงชาติดังนี้
    4.1 ผู้มีหน้าที่ชักธง ต้องแต่งกายเรียบร้อย
    4.2 เมื่อใกล้กำหนดเวลาชักธงขึ้น ให้เตรียมธงผูกติดกับสายเชือกทางด้านขวาของผู้ชักธงให้เรียบร้อย
    4.3 เมื่อถึงกำหนดเวลา ให้คลี่ธงออกเต็มผืน แล้วดึงเชือกให้ธงขึ้นช้าๆ ด้วยความสม่ำเสมอ จนถึงสุดยอดเสาธง แล้วจึงผูกเชือกไว้ให้ตึง ไม่ให้ธงลดต่ำลงมาจากเดิม
    4.4 เมื่อชักธงลง ให้ดึงเชือกให้ธงลงช้าๆ ด้วยความสม่ำเสมอ และสายเชือกตึง จนถึงระดับเดิมก่อนชักขึ้น
    4.5 ในกรณีที่มีการบรรเลงเพลงเคารพหรือมีสัญญาณในการชักธงขึ้นและลง จะต้องชักธงขึ้นและลงให้ถึงจุดที่สุด พร้อมกับจบเพลงหรือสัญญาณนั้นๆ

5. การชักและประดับธงชาติในโอกาสและวันพิธีสำคัญ
    ให้ชักและประดับธงชาติ ณ สถานศึกษา ตามกำหนดวันและระยะเวลาดังต่อไปนี้
    5.1 วันขึ้นปีใหม่ วันที่ 1 มกราคม จำนวน 1 วัน
    5.2 วันมาฆบูชา จำนวน 1 วัน
    5.3 วันพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และวันที่ระลึกมหาจักรีบรมราชวงศ์ วันที่ 6 เมษายน จำนวน 1 วัน
    5.4 วันสงกรานต์ วันที่ 13 เมษายน จำนวน 1 วัน
    5.5 วันพืชมงคล จำนวน 1 วัน
    5.6 วันวิสาขบูชา จำนวน 1 วัน
    5.7 วันอาสาฬหบูชา จำนวน 1 วัน
    5.8 วันเข้าพรรษา จำนวน 1 วัน
    5.9 วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร วันที่ 28 และวันที่ 29 กรกฎาคม จำนวน 2 วัน
    5.10 วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระบรมราชินีนาถ วันที่ 12 สิงหาคม จำนวน 1 วัน
    5.11 วันพระราชทานธงชาติไทย วันที่ 28 กันยายน จำนวน 1 วัน
    5.12 วันสหประชาชาติ วันที่ 24 ตุลาคม จำนวน 1 วัน
    5.13 วันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ วันที่ 5 และวันที่ 6 ธันวาคม จำนวน 2 วัน
    5.14 วันรัฐธรรมนูญ วันที่ 10 ธันวาคม จำนวน 1 วัน
    การชักและประดับธงชาติในโอกาสหรือวันพิธีสำคัญอื่นๆ ให้เป็นไปตามที่ทางราชการจะประกาศให้ทราบเป็นครั้งคราว
    ส่วนการชักและประดับธงชาติในงานพิธีสำคัญอื่นๆ ตามประเพณีนิยม ให้ปฏิบัติต่อธงด้วยความเคารพ

6. การลดธงชาติครึ่งเสา
    ให้ชักธงชาติขึ้นจนถึงสุดยอดเสา เมื่อธงถึงยอดเสาแล้วจึงลดลงให้อยู่ในระดับความสูงประมาณสองในสามส่วนของความสูงของเสาธงนั้น และเมื่อจะชักธงลงให้ชักธงขึ้นให้ถึงยอดเสาก่อน แล้วจึงชักธงลงตามปกติ

ข้อสังเกต
    การชักและประดับธงชาติในโอกาสและพิธีสำคัญ ณ สถานศึกษา กระทรวงศึกษาธิการจะกำหนดวันและระยะเวลาให้สอดคล้องกับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการใช้ การชัก หรือการแสดงธงชาติและธงของต่างประเทศในราชอาณาจักร พ.ศ. 2529 และที่แก้ไขเพิ่มเติม 
    ต่อมาปรากฏว่า เมื่อระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการใช้ การชัก หรือการแสดงธงชาติและธงของต่างประเทศในราชอาณาจักร (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2560 แก้ไขวันและระยะเวลาชักและประดับธงชาติในโอกาสและพิธีสำคัญใหม่ กระทรวงศึกษาธิการจึงได้แก้ไขเพิ่มเติมระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการชักธงชาติในสถานศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 ให้สอดคล้อง
    อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการใช้ การชัก หรือการแสดงธงชาติและธงของต่างประเทศในราชอาณาจักร (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2562 ได้แก้ไขเพิ่มเติมวันและระยะเวลาการชักและประดับธงชาติในโอกาสและพิธีสำคัญใหม่อีกครั้ง คือ 
    - วันฉัตรมงคล วันที่ 4 พฤษภาคม จำนวน 1 วัน 
    - วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี วันที่ 3 มิถุนายน จำนวน 1 วัน
    - วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว วันที่ 28 และวันที่ 29 กรกฎาคม จำนวน 2 วัน
    - วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และวันแม่แห่งชาติ วันที่ 12 สิงหาคม จำนวน 1 วัน
    - วันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ วันที่ 5 และวันที่ 6 ธันวาคม จำนวน 2 วัน
    โดยไม่พบว่ากระทรวงศึกษาธิการได้มีการแก้ไขระเบียบการชักธงชาติในสถานศึกษาให้สอดคล้องกับะเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2562 ดังกล่าว สมควรที่จะเร่งแก้ไขปรับปรุงให้ถูกต้องเป็นปัจจุบันโดยเร็ว ผู้เขียนจึงได้เสนอความคิดเห็นดังกล่าวต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเพื่อพิจารณาแล้ว และวันนี้ (16 เมษายน 2563) ทีมงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้รับเรื่องดำเนินการต่อไปแล้ว

อ้างอิง คลิกดาวน์โหลดไฟล์
#นักเรียนกฎหมาย
16 เมษายน 2563

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมประจำสัปดาห์

แนวข้อสอบ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

ข้อ 1 นาย เอ ลูกจ้างประจำ ตำแหน่งพนักงานขับรถยนต์ของเทศบาลบี ปฏิบัติหน้าที่ขับรถเก็บขยะมูลฝอยด้วยความประมาทชนท้ายรถยนต์ของนาย ซี ทำให้รถยนต์ของนาย ซี เสียหาย จากข้อเท็จจริงดังกล่าว ข้อใดต่อไปนี้ ไม่ ถูกต้อง ก. นาย เอ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ข. การกระทำของนาย เอ เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายในการให้บริการสาธารณะเกี่ยวกับการรักษาความสะอาด ค.  เทศบาลบี เป็นหน่วยงานของรัฐ ที่ต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่ นาย เอ ได้กระทำไปในการปฏิบัติหน้าที่ ง.   นายซี มีอำนาจฟ้องเทศบาลบี ต่อศาลปกครอง ข้อ 2 การกำหนดหน่วยงานอื่นของรัฐให้เป็นหน่วยงานของรัฐ ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ต้องออกเป็นกฎหมายใด ก. พระราชบัญญัติ ข. พระราชกฤษฎีกา ค. พระราชกำหนด ง. กฎกระทรวง ข้อ 3 ข้อใดไม่ถูกต้อง ก. การกระทำโดยจงใจ คือ รู้สำนึกถึงการกระทำว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลอื่น ข. การกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง คือ ไม่มีเจตนา แต่พึงคาดหมายได้ว่าอาจก่อให้เกิดความเสียหายขึ้น และหากใช้ความระมัดระวังเพียงเล็กน้อย ก็อาจป้องกันมิให้เกิดความเสียหายได้ แต่ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังเลย

แนวข้อสอบ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

***ปล. ในเรื่องการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ยังมีหลักกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนมาก หากมีโอกาสผมจะเพิ่มเติมแนวข้อสอบในโพสต์นี้นะครับ*** ข้อ 1. ส่วนราชการต่างๆ จะต้องจัดทำบัญชีต้นทุนในงานบริการสาธารณะ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ในเรื่องใด    ก. เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ    ข. เพื่อให้มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ    ค. เพื่อลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน    ง. เพื่อปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการ ข้อ 2. ในวาระเริ่มแรก แผนปฏิบัติราชการของส่วนราชการมีระยะเวลากี่ปี ตามกฎหมายใหม่    ก. 2 ปี    ข. 3 ปี    ค. 5 ปี    ง. 6 ปี ข้อ 3. แผนปฏิบัติราชการตามข้อ 2. มีห้วงระยะเวลาตามข้อใด    ก. ปีงบประมาณ พ.ศ. 2562    ข. ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ถึงปีงบประมาณ พ.ศ. 2565    ค.  ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ถึงปีงบประมาณ พ.ศ. 2567    ง.  ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ถึงปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ข้อ 4. การปฏิบัติราชการที่มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดความผาสุกและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ความสงบและปลอดภัยของสังคมส่วนรวม ตลอดจนประโยชน์สูงสุดของประเทศ เป็นความหมายต

โครงสร้างรัฐธรรมนูญ'60

การศึกษาโครงสร้างของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือกฎหมายอื่นๆ มีความสำคัญมาก ซึ่งจะช่วยให้มองเห็นภาพรวมของกฎหมายนั้น สามารถศึกษาและทำความเข้าใจเนื้อหาบทบัญญัติต่างๆ สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน สำหรับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปัจจุบัน (2560) มีบทบัญญัติทั้งสิ้น 279 มาตรา แบ่งออกเป็น 16 หมวด และบทเฉพาะกาลอีก 18 มาตรา ดังนี้ หมวด 1 บททั่วไป  (มาตรา 1-5) หมวด 2 พระมหากษัตริย์  (มาตรา 6-24)   หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย  (มาตรา 25-49) หมวด 4 หน้าที่ของปวงชนชาวไทย  (มาตรา 50) หมวด 5 หน้าที่ของรัฐ  (มาตรา 51-63) หมวด 6 แนวนโยบายแห่งรัฐ  (มาตรา 64-78) หมวด 7 รัฐสภา  (มาตรา 79-157)     ส่วนที่ 1 บททั่วไป  (มาตรา  79-82)     ส่วนที่ 2 สภาผู้แทนราษฎร  (มาตรา  83-106)     ส่วนที่ 3 วุฒิสภา  (มาตรา  107-113)     ส่วนที่ 4 บทที่ใช้แก่สภาทั้งสอง  (มาตรา  114-155)     ส่วนที่ 5 การประชุมร่วมกันของรัฐสภา   (มาตรา  156-157)  หมวด 8 คณะรัฐมนตรี  (มาตรา 158-183)  หมวด 9 การขัดกันแห่งผลประโยชน์  (มาตรา 184-187)  หมวด 10 ศาล  (มาตรา 188-199)     ส่วนที่ 1 บททั่วไป  (มาตรา  188-