สิทธิการเบิกค่าเช่าบ้านของข้าราชการ (ที่มีสิทธิเข้าพักอาศัยในที่พักของทางราชการ)


เดิมผู้ฟ้องคดี ดำรงตำแหน่งนักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ สำนักบริหารยุทธศาสตร์และบูรณาการการศึกษา กรุงเทพมหานคร ต่อมาได้รับคำสั่งให้ไปดำรงตำแหน่งนักวิชาการศึกษาชำนาญการ สำนักบริหารยุทธศาสตร์และบูรณาการการศึกษาที่ 11 จังหวัดสงขลา ซึ่งมิใช่สำนักงานในท้องที่ที่เริ่มรับราชการครั้งแรก และผู้อำนวยการสำนักงานศึกษาธิการภาค 5 ผู้ถูกฟ้องคดี ก็ไม่ได้จัดที่พักอาศัยให้แก่ผู้ฟ้องคดีในขณะนั้น ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้มีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านข้าราชการ ตามมาตรา 7 แห่งพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ. 2547 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2550 เมื่อผู้ฟ้องคดีได้ทำสัญญากู้ยืมเงินกับธนาคาร เพื่อปลูกสร้างบ้านในท้องที่ดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นผู้มีสิทธินำหลักฐานค่าผ่อนชำระเงินกู้เพื่อปลูกสร้างบ้านมาเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการได้ ตามมาตรา 17 แห่งพระราชกฤษฎีกาเดียวกัน ซึ่งผู้ถูกฟ้องคดีก็ได้อนุมัติให้ผู้ฟ้องคดี นำหลักฐานค่าผ่อนชำระเงินกู้ เพื่อปลูกสร้างบ้านมาเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการตามสิทธิ ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2554 ถึงเดือนกันยายน 2555

ต่อมา เมื่อผู้ฟ้องคดีได้รับคำสั่งเลื่อนและแต่งตั้ง ให้ดำรงตำแหน่งนักวิชาการศึกษาชำนาญการพิเศษ โดยให้มีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2555 ผู้ถูกฟ้องคดีได้มีคำสั่งจัดให้ผู้ฟ้องคดีเข้าพักอาศัยในที่พักของทางราชการ โดยกล่าวอ้างว่า เป็นการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการจัดข้าราชการเข้าพักอาศัยในที่พักของทางราชการ พ.ศ. 2551

หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติดังกล่าว เป็นเพียงแนวทางปฏิบัติให้แก่ส่วนราชการ ในการพิจารณาจัดข้าราชการเข้าพักอาศัยในที่พักของทางราชการให้เป็นไปโดยถูกต้องในแนวทางเดียวกัน ส่วนการพิจารณาว่า ข้าราชการจะเป็นผู้มีสิทธิได้รับค่าเช่าบ้านข้าราชการหรือไม่ ย่อมต้องพิจารณาจากหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติใว้ในพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ. 2547 เป็นสำคัญ

จึงไม่อาจนำแนวทางปฏิบัตินั้น มาระงับสิทธิการเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการ หรือสิทธินำหลักฐานการผ่อนชำระค่าเช่าซื้อ หรือค่าผ่อนชำระเงินกู้ เพื่อชำระราคาบ้านมาเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการที่มีอยู่ ตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวได้

ส่วนการจัดสรรที่พักให้แก่ข้าราชการ นอกจากจะดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการจัดข้าราชการเข้าพักอาศัยในที่พักของทางราชการ พ.ศ. 2551 แล้ว ยังจะต้องคำนึงถึงเจตนารมณ์ของพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว ที่มุ่งประสงค์จะช่วยเหลือข้าราชการ ที่ได้รับความเดือดร้อนในเรื่องที่อยู่อาศัยอันเกิดมาจากทางราชการเป็นเหตุ นอกจากนี้ยังมุ่งสนับสนุนให้ข้าราชการมีบ้านที่เป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองประกอบด้วย ดังนั้น สิทธิของข้าราชการที่นำหลักฐานการชำระค่าเช่าซื้อหรือค่าผ่อนชำระ มาเบิกค่าเช่าบ้านที่มีอยู่เดิม ย่อมไม่ควรต้องลดน้อยถอยลง 

และแม้ว่าข้อ 3 วรรคหนึ่ง (1) ของหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการจัดข้าราชการเข้าพักอาศัยในที่พักของทางราชการ พ.ศ. 2551 จะกำหนดให้ผู้มีอำนาจจัดที่พักของแต่ละส่วนราชการ ได้จัดให้ข้าราชการผู้ดำรงตำแนห่งประเภททั่วไป ระดับอาวุโสขึ้นไป ประเภทวิชาการ ระดับชำนาญการพิเศษขึ้นไป ประเภทอำนวยการ ประเภทบริหาร หรือดำรงตำแหนงระดับ 7 ขึ้นไป หรือเทียบเท่า เข้าพักอาศัยในที่พักของทางราชการ และข้าราชการผู้นั้นต้องเข้าพักไม่ว่าจะมีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านหรือไม่

แต่กรณีบ้านพักที่จัดให้ผู้ฟ้องคดีเข้าพักนี้ เป็นบ้านพักทั่วไปสำหรับข้าราชการระดับสูงเท่านั้น ซึ่งทางราชการยังสามารถจัดให้ข้าราชการระดับสูงผู้อื่นเข้าพักได้ มิใช่บ้านพักสำหรับตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งโดยเฉพาะ ที่หากผู้ฟ้องคดีไม่เข้าพักแล้ว จะไม่มีผู้ใดเข้าพักแทนได้ 

ด้วยเหตุดังกล่าว การที่ผู้ถูกฟ้องคดีมีคำสั่งจัดให้ผู้ฟ้องคดีเข้าพักอาศัยในที่พักของทางราชการ ทั้งที่ผู้ฟ้องคดียังคงเป็นผู้มีสิทธินำหลักฐานค่าผ่อนชำระเงินกู้เพื่อปลูกสร้างบ้านมาเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการได้ ตามมาตรา 17 แห่งพระราชกฤษฎีกาค่าเช่าบ้านข้าราชการ พ.ศ. 2547 จึงไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว คำสั่งดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีจึงยังคงมีสิทธินำหลักฐานการชำระค่าเช่าซื้อหรือค่าผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระราคาบ้านมาเบิกค่าเช่าบ้านข้าราชการได้ การที่ผู้ถูกฟ้องคดีไม่ดำเนินการเบิกจ่ายค่าเช่าบ้านข้าราชการให้แก่ผู้ฟ้องคดี จึงเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ

ที่มา คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.402/2563 เว็บไซต์ศาลปกครอง

ความคิดเห็น