ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ต้นเงิน (และดอกเบี้ยที่ตกเป็นโมฆะ) แทนลูกหนี้ จะไล่เบี้ยลูกหนี้เรียกเอาดอกเบี้ยที่ตกเป็นโมฆะไม่ได้ (ฎ.8188/2568)
หนังสือสัญญากู้เงินระบุการกู้ยืมเงิน 150,000 บาท จำเลยยอมเสียดอกเบี้ย 10,000 บาท ทุกเดือนจนกว่าจำเลยจะชำระต้นเงินครบถ้วน หรือคิดเป็นดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 80 ต่อปี ซึ่งประจักษ์ว่าเกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี อันเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 ประกอบมาตรา 654 และพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ. 2560 มาตรา 4 (1) โดยข้อเท็จจริงเรื่องการคิดดอกเบี้ยนี้รับฟังเป็นยุติได้จากหนังสือสัญญากู้เงินที่โจทก์อ้างส่งต่อศาลเอง จึงไม่จำเป็นต้องอาศัยข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานอื่นเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเรื่องดอกเบี้ยเป็นโมฆะดังที่โจทก์อ้างในฎีกาอีก
และกรณีนี้หากเจ้าหนี้ฟ้องเรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ตามหนังสือสัญญากู้เงินดังกล่าวด้วยตนเองโดยตรง แล้วจำเลยไม่ได้ให้การเรื่องดอกเบี้ยเป็นโมฆะนี้ไว้ ศาลก็มีอำนาจยกปัญหานี้ขึ้นวินิจฉัยเองได้ เพราะเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) อันทำให้เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิบังคับจำเลยให้ชำระดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ในหนังสือสัญญากู้เงินได้เลย
โจทก์เป็นผู้ค้ำประกันที่ชำระหนี้เงินกู้ให้แก่เจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิไล่เบี้ยเอาจากจำเลยและเข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้บรรดามีเหนือจำเลย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693 และมาตรา 229 (3) โจทก์จึงชอบที่จะใช้สิทธิทั้งหลายบรรดาที่เจ้าหนี้มีอยู่โดยมูลหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 226 วรรคหนึ่ง กล่าวคือ โจทก์ชอบที่จะรับช่วงสิทธิไปเท่าที่เจ้าหนี้มีอยู่โดยมูลหนี้ที่บังคับตามกฎหมายได้เท่านั้น โจทก์จะใช้สิทธิเหนือไปกว่าสิทธิของเจ้าหนี้ที่มีอยู่แก่จำเลยไม่ได้
แม้จำเลยจะไม่ได้ให้การต่อสู้เรื่องโจทก์ชำระดอกเบี้ยที่เป็นโมฆะให้แก่เจ้าหนี้ไว้ อันเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ดังที่โจทก์อ้างในฎีกาก็ตาม แต่การใช้สิทธิไล่เบี้ยเกินไปกว่าสิทธิที่มีอยู่ตามกฎหมายนั้นเป็นปัญหาเกี่ยวกับอำนาจฟ้องซึ่งเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยจึงยกปัญหานี้ขึ้นอ้างในอุทธรณ์ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง
ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยชำระต้นเงิน 150,000 บาท เท่าที่โจทก์มีสิทธิเรียกร้องได้ตามกฎหมายนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย แต่ในส่วนดอกเบี้ยผิดนัดของต้นเงินดังกล่าว ซึ่งเป็นความเสียหายของโจทก์เพราะการค้ำประกันนั้น โจทก์มีสิทธิเรียกได้ทันทีที่ได้ชำระเงินแก่เจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693 วรรคหนึ่ง
ที่มา ระบบสืบค้นคำพิพากษา คำสั่งคำร้องและคำวินิจฉัยศาลฎีกา
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น