ปลอมเอกสารเพื่อประโยชน์ส่วนตน ไม่ใช่การกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.381/2568)
คดีนี้สืบเนื่องมาจาก ผู้ฟ้องคดีปลอมแปลงเอกสารเพื่อนำไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่รับสมัครสอบคัดเลือกและตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัคร เพื่อให้หลงเชื่อและเข้าใจว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วน จนได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งตามที่สมัคร และได้รับอนุมัติเงินประจำตำแหน่งเดือนละ 1,500 บาท รวมเป็นเงิน 39,000 บาท ต่อมาคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดเห็นว่าผู้ฟ้องคดีต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จำวน 39,000 บาท นายก อบต. จึงได้ออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามจำนวนดังกล่าว และผู้ว่าราชการจังหวัดได้พิจารณาคำอุทธรณ์แล้ว เห็นว่าคำสั่งของนายก อบต. ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล
ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ฟ้องคดีกระทำไปเพื่อประโยชน์แก่ความเจริญก้าวหน้าในอาชีพการงานของตนเอง ซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะตัวของผู้ฟ้องคดีโดยแท้ การกระทำของผู้ฟ้องคดีดังกล่าว จึงเป็นการกระทำนอกเหนืออำนาจหน้าที่ของตน มิใช่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายหรือตามที่ผู้บังคับบัญชามีคำสั่งหรือมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใด
กรณีนี้นายก อบต. จะต้องใช้สิทธิเรียกเงินประจำตำแหน่งคืนจากผู้ฟ้องคดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 10 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ไม่อาจอาศัยอำนาจตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ออกคำสั่งเรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้
ดังนั้น คำสั่งที่ให้ผู้ฟ้องคดีรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่อันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีผลให้คำวินิจฉัยอุทธรณ์ ซึ่งวินิจฉัยว่าคำสั่งดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย เป็นคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นเดียวกัน
ที่มา คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.381/2568
ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ฟ้องคดีกระทำไปเพื่อประโยชน์แก่ความเจริญก้าวหน้าในอาชีพการงานของตนเอง ซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะตัวของผู้ฟ้องคดีโดยแท้ การกระทำของผู้ฟ้องคดีดังกล่าว จึงเป็นการกระทำนอกเหนืออำนาจหน้าที่ของตน มิใช่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายหรือตามที่ผู้บังคับบัญชามีคำสั่งหรือมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใด
กรณีนี้นายก อบต. จะต้องใช้สิทธิเรียกเงินประจำตำแหน่งคืนจากผู้ฟ้องคดีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 10 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ไม่อาจอาศัยอำนาจตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ออกคำสั่งเรียกให้ผู้ฟ้องคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้
ดังนั้น คำสั่งที่ให้ผู้ฟ้องคดีรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน จึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่ออกโดยไม่มีอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจหน้าที่อันเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีผลให้คำวินิจฉัยอุทธรณ์ ซึ่งวินิจฉัยว่าคำสั่งดังกล่าวชอบด้วยกฎหมาย เป็นคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นเดียวกัน
ที่มา คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.381/2568
ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น