สรุปคำบรรยายเนติ 1/75 กฎหมายภาษีอากร (ครั้งที่ 3)


สรุปคำบรรยายเนติ 1/75
วิชากฎหมายภาษีอากร (ครั้งที่ 3)
จาก บรรยายเนติบัณฑิตออนไลน์ เมื่อวันพุธที่ 8 มิถุนายน 2565
บรรยายโดย อ.วิชัย  จิตตาณิชย์
***************************

ครั้งนี้จะมาศึกษาต่อในเรื่อง ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
กรณีที่ 4 ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล
ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล คือใคร?
  ประมวลรัษฎากร มาตรา 56 วรรคสอง "ในกรณีห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล มีเงินได้พึงประเมินในปีภาษีที่ล่วงมาแล้วเกินจำนวนตาม (1) ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการยื่นรายการเกี่ยวกับเงินได้พึงประเมินในชื่อของห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้นที่ได้รับในระหว่างปีภาษีที่ล่วงมาแล้วภายในกำหนดเวลาและตามแบบเช่นเดียวกับวรรคก่อน การเสียภาษีในกรณีเช่นนี้ให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการรับผิดเสียภาษีในชื่อของห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้นจากยอดเงินได้พึงประเมินทั้งสิ้นเสมือนเป็นบุคคลธรรมดาคนเดียวไม่มีการแบ่งแยก ทั้งนี้ ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลแต่ละคนไม่จำต้องยื่นรายการเงินได้สำหรับจำนวนเงินได้พึงประเมินดังกล่าวเพื่อเสียภาษีอีก แต่ถ้าห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้นมีภาษีค้างชำระ ให้ผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลทุกคนร่วมรับผิดในเงินภาษีที่ค้างชำระนั้นด้วย"
  มาตรา 39 "คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล" หมายความว่า บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงกระทำการร่วมกันอันมิใช่เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ
  ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1022 "อันว่าสัญญาจัดตั้งห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้น คือสัญญาซึ่งบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ตกลงเข้ากันเพื่อกระทำกิจการร่วมกัน ด้วยประสงค์จะแบ่งปันกำไรอันจะพึงได้แต่กิจการที่ทำนั้น"

กรณีนี้เป็นการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ดังนั้นห้างหุ้นส่วนสามัญ จะต้องเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน (ถ้าเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน ก็จะเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล)

- คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ตามมาตรา 39 จะต้องร่วมกันทำกิจการใดกิจการหนึ่งหรือหลายกิจการ โดยไม่ใช่ห้างหุ้นส่วนสามัญ คือ ต้องไม่มีวัตถุประสงค์หากำไรมาแบ่งปันกัน เช่น การกุศล การพัฒนาสังคม หรือการศึกษา เป็นต้น จึงเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ (เพราะห้างหุ้นส่วนสามัญ มีวัตถุประสงค์จะแบ่งปันกำไรกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1012)

  คำถาม ก. และ ข. ตกลงลงขันกันคนละ 500,000 บาท ซื้อรถแท็กซี่ 1 คัน นำออกให้เช่า ค่าเช่าที่ได้รับจะถือเป็นเงินได้พึงประเมินของห้างหุ้นส่วนสามัญ ก. และ ข. หรือถือเป็นเงินได้พึงประเมินของคณะบุคคล ก. และ ข. ?
  คำตอบ ต้องพิจารณาที่วัตถุประสงค์ หากค่าเช่าที่ได้รับตกลงนำไปแบ่งปันกัน ก็เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ แต่หากนำกำไรไปบริจาคการกุศล ก็จะเป็นคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ทั้งนี้ การพิจารณาดังกล่าว ก็เพื่อให้ทราบว่า จะต้องนำเงินค่าเช่าดังกล่าวไปยื่นรายการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในชื่อของใคร ตามมาตรา 56 วรรคสอง

- ปัญหาต่อมา สถานะความเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลนี้ ประมวลรัษฏากรบัญญัติไว้เพื่อวัตถุประสงค์ให้เป็นหน่วยภาษี แต่สถานะบุคคลที่จะเป็นโจทก์หรือจำเลย ต้องพิจารณาต่อไป

- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ไม่ถือว่าห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล เป็นบุคคลหรือนิติบุคคลตามกฎหมาย จึงไม่อาจตกเป็นจำเลย
  คำพิพากษาฎีกาที่ 495/2519 , ที่ 2401/2543 การฟ้องคณะบุคคลเป็นจำเลยนั้น ฟ้องไม่ได้ เพราะคณะบุคคลมิใช่บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลตามกฎหมาย

- โดยหลัก หากห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล จะเป็นโจทก์ฟ้องคดี ต้องให้หุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลทุกคน ร่วมกันเป็นโจทก์ฟ้องคดี , และการจะตกเป็นจำเลย ก็ต้องฟ้องหุ้นส่วนหรือบุคคลเป็นจำเลยร่วมกัน
  อย่างไรก็ตาม มีตัวอย่างคำพิพากษาฎีกาที่ 3487/2559 การที่หุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียน เป็นโจทก์ฟ้องคดีต่อศาล เพื่อโต้แย้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ (ที่วินิจฉัยว่า เจ้าพนักงานประเมินภาษี ได้ประเมินภาษีถูกต้องแล้ว) ย่อมมีอำนาจฟ้องได้ เพราะโจทก์ต้องร่วมรับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1050 จึงถือว่าโจทก์ถูกโต้แย้งสิทธิจากคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว

- ตามมาตรา 56 วรรคสอง ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล เมื่อมีเงินได้พึงประเมินตามเกณฑ์มาตรา 56 วรรคหนึ่ง (1) เกิน 60,000 บาท กฎหมายบัญญัติให้ผู้อำนวยการหรือผู้จัดการคณะบุคคล มีหน้าที่ยื่นรายการเสียภาษีในชื่อห้างหุ้นส่วนหรือคณะบุคคลนั้น เสมือนเป็นบุคคลธรรมดา โดยหุ้นส่วนแต่ละคนไม่ต้องไปยื่นภาษีอีก 

- มาตรา 56 วรรคสอง ตอนท้าย บัญญัติไว้ถ้าหากมีภาษีค้างชำระ ให้ผู้เป็นหุ้นส่วนทุกคน ต้องร่วมรับผิดในเงินภาษีค้างชำระนั้น 
  (ทุกคนต้องร่วมรับผิดต่อกรมสรรพากร , แต่ในระหว่างหุ้นส่วนด้วยกันเอง ความรับผิดแต่ละคนจะเป็นไปตามที่ได้ตกลงกันไว้ , ถ้าไม่ได้ตกลงกันไว้ ก็จะเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1044 ความรับผิดแบ่งตามสัดส่วนที่ได้ลงหุ้น)
  คำพิพากษาฎีกาที่ 5133/2533 โจทก์ซื้อขายที่ดินร่วมกัน ส. เข้าลักษณะเป็นการกระทำของคณะบุคคล มีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 56 และมาตรา 77 โจทก์จึงต้องรับผิดในจำนวนเงินภาษีของคณะบุคคลทั้งหมดเต็มจำนวน มิใช่รับผิดเพียงครึ่งเดียว (มาตรา 77 เป็นกฎหมายขณะนั้น เป็นบทนิยามภาษีการค้า ซึ่งถูกยกเลิกแล้ว)

  คำถาม หากห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคลประกอบกิจการแล้วมีกำไร นำกำไรมาแบ่งให้แก่ผู้เป็นหุ้นส่วน เงินส่วนแบ่งกำไรที่ผู้เป็นหุ้นส่วนได้รับ จะต้องนำไปเสียภาษีอีกหรือไม่
  คำตอบ ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล เมื่อมีเงินได้พึงประเมิน ก็ต้องเสียภาษีตามมาตรา 56 วรรคสอง (ไปชั้นหนึ่งแล้ว) ตามกฎหมายเดิม มาตรา 42 (14) บัญญัติให้ เงินส่วนแบ่งกำไร ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี ต่อมาในปี 2557 ได้ยกเลิกกฎหมายแล้ว ดังนั้น เมื่อไม่ได้รับการยกเว้นตามกฎหมายแล้ว ก็ต้องนำไปรวมคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในนามของตนเอง


กรณีที่ 5 วิสาหกิจชุมชน ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. 2548
พ.ร.บ.ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนฯ มาตรา 3 บทนิยาม "วิสาหกิจชุมชน" หมายความว่า กิจการของชุมชนเกี่ยวกับการผลิตสินค้า การให้บริการ หรือการอื่น ๆ ที่ดำเนินการโดยคณะบุคคลที่มีความผูกพัน มีวิถีชีวิตร่วมกันและรวมตัวกันประกอบกิจการดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นนิติบุคคลในรูปแบบใดหรือไม่เป็นนิติบุคคล เพื่อสร้างรายได้ และเพื่อการพึ่งพาตนเองของครอบครัว ชุมชนและระหว่างชุมชน ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

- วิสาหกิจชุมชม เป็นกิจการของชุมชน ที่สร้างรายได้และก่อให้เกิดการจ้างงานในชุมชน เมื่อมีรายได้จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร , ส่วนจะเสียภาษีประเภทใด ขึ้นอยู่กับรูปแบบของวิสาหกิจชุมชนนั้น ๆ ดังนี้
  1) วิสาหกิจชุมชนที่ประกอบกิจการในรูปแบบนิติบุคคล คือ วิสาหกิจที่จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีสถานะเป็นนิติบุคคล ซึ่งอาจจะเป็นห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล/ห้างหุ้นส่วนจำกัด/บริษัทจำกัด/บริษัทมหาชนจำกัดก็ได้ จะต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล
  2) วิสาหกิจชุมชนที่จดทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่มีสถานะเป็นนิติบุคคล มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการเสียภาษี 3 ข้อ คือ 1. ต้องไปยื่นขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีกับกรมสรรพากรหรือสำนักงานสรรพากรพื้นที่ ภายใน 60 วัน นับแต่มีเงินได้พึงประเมินเกิดขึ้น 2. จัดทำรายงานเงินสดรับจ่ายประจำวัน 3. ยื่นแบบรายการภาษีและชำระภาษี ตามมาตรา 56 วรรคสอง

- อย่างไรก็ตาม มีการส่งเสริม สนับสนุนวิสาหกิจชุมชน เพื่อทำให้เศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็ง จึงมีการยกเว้นภาษีให้แก่วิสาหกิจชุมชนที่ไม่เป็นนิติบุคคล ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 (พ.ศ. 2509) ข้อ 2 (78) บัญญัติยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับวิสาหกิจชุมชนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน เฉพาะที่เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ซึ่งมีรายได้ไม่เกิน 1,800,000 บาท สำหรับปีภาษีนั้น ซึ่งปัจจุบันกฎกระทรวง ฉบับที่ 371 (พ.ศ. 2563) ขยายระยะเวลาการยกเว้นภาษีให้ถึง 31 ธันวาคม 2565 
  แต่ถ้าวิสาหกิจชุมชนมีรายได้เกิน 1,800,000 บาทต่อปี จะต้องนำเงินได้ตั้งแต่บาทแรกมาคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ไม่ได้รับการยกเว้นเลย)

- วิสาหกิจชุมชนที่เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล สามารถหักค่าลดหย่อนสำหรับผู้เป็นหุ้นส่วนหรือบุคคลในคณะบุคคลแต่ละคน ซึ่งเป็นผู้อยู่ในประเทศไทยได้คนละ 60,000 บาท แต่รวมกันต้องไม่เกิน 120,000 บาท ตามมาตรา 47

  คำถาม เงินส่วนแบ่งกำไรที่ได้รับจากวิสาหกิจชุมชน ต้องเสียภาษีหรือไม่ ?
  คำตอบ เงินส่วนแบ่งกำไร เป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (8) ต้องนำไปรวมคำนวณเสียภาษี และไม่ได้รับการยกเว้นภาษี เนื่องจากมาตรา 42 (14) ถูกยกเลิกไปแล้ว

- วิสาหกิจชุมชม ไม่ว่าจะประกอบกิจการรูปแบบใด (ทั้งนิติบุคคลและไม่ใช่นิติบุคคล) หากมีรายได้จากการขายสินค้าหรือให้บริการ เกิน 1,800,000 บาทต่อปี หรือต่อรอบบัญชี จะต้องยื่นจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และเสียภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย , และหากประกอบกิจการที่อยู่ในบังคับต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ก็จะต้องนำรายรับมาเสียภาษีธุรกิจเฉพาะด้วย

จบเรื่อง ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ทั้ง 5 ประเภท

ใครจะต้องเสียภาษีและเสียภาษีให้กับประเทศใด ? เป็นไปตาม หลักความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับผู้เสียภาษี (Connection หรือ Nexus Rule) มี 3 หลัก คือ
1. หลักสัญชาติ (Nationality Rule) 
  เมื่อบุคคลใดถือสัญชาติของประเทศใด บุคคลนั้นมีหน้าที่ต้องเสียภาษีให้แก่ประเทศนั้น ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีถิ่นที่อยู่ในประเทศนั้นหรือไม่ และไม่ว่าเงินได้ที่บุคคลนั้นได้รับ จะเกิดจากประเทศนั้นหรือไม่
  หลักนี้มีประเทศที่ใช้ไม่กี่ประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ฟิลิปปินส์ และเกาหลีเหนือ (สหรัฐอเมริกาใช้ทั้ง 3 หลัก ประกอบกัน)
2. หลักถิ่นที่อยู่ (Residence Rule) หรือหลักเงินได้ทั่วโลก
  เมื่อบุคคลใดมีถิ่นที่อยู่ในประเทศใด บุคคลนั้นมีหน้าที่ต้องเสียภาษีให้แก่ประเทศนั้น โดยไม่คำนึงว่าบุคคลนั้น จะถือสัญชาติของประเทศนั้นหรือไม่ และไม่คำนึงว่าเงินได้ที่บุคคลนั้นได้รับจะมาจากการทำงานหรือการทำธุรกิจในประเทศนั้นหรือไม่
  ตัวอย่าง อังกฤษ ถ้ามีเงินได้ ไม่ว่าจะนำเข้ามาในประเทศหรือไม่ก็ตาม ก็ตามเสียภาษี ส่วนประเทศไทย บุคคลธรรมดาที่อยู่ในไทย หากมีเงินได้นอกประเทศไทย จะเสียภาษีต่อเมือนำเงินได้นั้นเข้ามาในประเทศไทย
3. หลักแหล่งเงินได้ (Source Rule) หรือหลักอาณาเขต
  เมื่อบุคคลใดมีเงินได้จากแหล่งในประเทศใด บุคคลนั้นมีหน้าที่เสียภาษีให้แก่ประเทศนั้น โดยไม่คำนึงว่าบุคคลนั้นจะมีสัญชาติของประเทศนั้นหรือไม่ และไม่คำนึงว่าบุคคลนั้นจะมีถิ่นที่อยู่ในประเทศนั้นหรือไม่
  ประเทศไทย ใช้หลักที่ 2 และ 3 ประกอบกัน

ครั้งต่อไป จะศึกษารายละเอียดของทั้ง 3 หลักนี้ต่อไป

***จบการบรรยายครั้งที่ 3***
คลิกอ่าน ครั้งที่ 1 , 2 , 3 , 4 , 5 , 6 , 7 , 8 , 9 , 10 , 11 , 12 , 13 , 14 (เร็ว ๆ นี้)

ที่มา YouTube บรรยายเนติบัณฑิตออนไลน์ (คลิกลิงก์)

ความคิดเห็น