ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ตำรวจร้องเรียนโดยไม่เปิดเผยชื่อก็ได้

          สืบเนื่องมาจากประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง หลักเกณฑ์การแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการตำรวจตามหลักอาวุโส ซึ่งกำหนดให้ใช้หลักอาวุโสในการพิจารณาแต่งตั้งและโยกย้ายข้าราชการตำรวจ โดยผู้เขียนได้สรุปสาระสำคัญไว้ในบทความ การแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจตามหลักอาวุโส

          ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีฉบับดังกล่าว ได้กำหนดหลักการสำคัญเกี่ยวกับการร้องเรียนไว้ 2 ประการ คือ          
          1. หากข้าราชการตำรวจเห็นว่าตนเองไม่ได้รับความเป็นธรรมในการแต่งตั้งโยกย้าย ให้มีสิทธิร้องทุกข์หรือร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชาได้ตามกฎหมายว่าด้วยตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติไว้อยู่แล้ว เพียงแต่นำมากำหนดรับรองสิทธิในการร้องเรียนเพิ่มเติมเท่านั้น
          2. หากข้าราชการตำรวจ หรือบุคคลใด พบเห็นหรือทราบว่ามีการเรียกรับผลประโยชน์แลกเปลี่ยน หรือมีการรับผลประโยชน์ตอบแทน หรือกระทำด้วยวิธีการอื่นใด ในลักษณะที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ให้สามารถแจ้งเบาะแส พฤติการณ์และตัวบุคคลเพื่อนำไปสู่กระบวนการสืบสวนข้อเท็จจริง ในการพิสูจน์ ตรวจสอบและนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษตามกฎหมาย โดยแจ้งต่อศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) กระทรวงยุติธรรม และถือเป็นข้อมูลลับที่จะได้รับการรักษาความลับตามกฎหมาย ทั้งนี้ผู้แจ้งเบาะแส/ร้องเรียน ไม่จำเป็นต้องแจ้งชื่อและที่อยู่แต่อย่างใด



          จะเห็นได้ว่า การแจ้งเบาะแสหรือร้องเรียนเกี่ยวกับการเรียกรับผลประโยชน์ตอบแทนในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจในครั้งนี้ โดยไม่ต้องแจ้งชื่อผู้ร้องเรียนและที่อยู่ ถือเป็นกลไกสำคัญที่จะป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ เนื่องจากผู้ร้องเรียนจะรู้สึกปลอดภัย และผู้ที่จะกระทำผิดก็อาจเกรงกลัวและหลีกเลี่ยงที่จะกระทำผิด
          อย่างไรก็ดี การร้องเรียนที่ไม่ระบุชื่ออันเป็นบัตรสนเท่ห์นี้ ผู้ที่มีอำนาจพิจารณาก็จำต้องใช้ความรอบคอบ เพื่อไม่ให้เป็นช่องโหว่เพื่อใช้เป็นการกลั่นแกล้งร้องเรียนกัน โดยพิจารณาจากข้อร้องเรียนซึ่งกล่าวอ้างพฤติการณ์และพยานหลักฐาน ถ้ามี เป็นสำคัญ ซึ่งจะสามารถตรวจสอบเพื่อหาผู้กระทำความผิดได้ อันจะส่วนช่วยให้การบริหารงานบุคคลของข้าราชการตำรวจมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


#นักเรียนกฎหมาย

3 สิงหาคม 2561


ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมประจำสัปดาห์

แนวข้อสอบ พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539

ข้อ 1 นาย เอ ลูกจ้างประจำ ตำแหน่งพนักงานขับรถยนต์ของเทศบาลบี ปฏิบัติหน้าที่ขับรถเก็บขยะมูลฝอยด้วยความประมาทชนท้ายรถยนต์ของนาย ซี ทำให้รถยนต์ของนาย ซี เสียหาย จากข้อเท็จจริงดังกล่าว ข้อใดต่อไปนี้ ไม่ ถูกต้อง ก. นาย เอ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ข. การกระทำของนาย เอ เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายในการให้บริการสาธารณะเกี่ยวกับการรักษาความสะอาด ค.  เทศบาลบี เป็นหน่วยงานของรัฐ ที่ต้องรับผิดต่อผู้เสียหายในผลแห่งละเมิดที่ นาย เอ ได้กระทำไปในการปฏิบัติหน้าที่ ง.   นายซี มีอำนาจฟ้องเทศบาลบี ต่อศาลปกครอง ข้อ 2 การกำหนดหน่วยงานอื่นของรัฐให้เป็นหน่วยงานของรัฐ ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ต้องออกเป็นกฎหมายใด ก. พระราชบัญญัติ ข. พระราชกฤษฎีกา ค. พระราชกำหนด ง. กฎกระทรวง ข้อ 3 ข้อใดไม่ถูกต้อง ก. การกระทำโดยจงใจ คือ รู้สำนึกถึงการกระทำว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลอื่น ข. การกระทำโดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง คือ ไม่มีเจตนา แต่พึงคาดหมายได้ว่าอาจก่อให้เกิดความเสียหายขึ้น และหากใช้ความระมัดระวังเพียงเล็กน้อย ก็อาจป้องกันมิให้เกิดความเสียหายได้ แต่ไม่ได้ใช้ความระมัดระวังเลย

แนวข้อสอบ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

***ปล. ในเรื่องการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ยังมีหลักกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องอีกจำนวนมาก หากมีโอกาสผมจะเพิ่มเติมแนวข้อสอบในโพสต์นี้นะครับ*** ข้อ 1. ส่วนราชการต่างๆ จะต้องจัดทำบัญชีต้นทุนในงานบริการสาธารณะ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ในเรื่องใด    ก. เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ    ข. เพื่อให้มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ    ค. เพื่อลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน    ง. เพื่อปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการ ข้อ 2. ในวาระเริ่มแรก แผนปฏิบัติราชการของส่วนราชการมีระยะเวลากี่ปี ตามกฎหมายใหม่    ก. 2 ปี    ข. 3 ปี    ค. 5 ปี    ง. 6 ปี ข้อ 3. แผนปฏิบัติราชการตามข้อ 2. มีห้วงระยะเวลาตามข้อใด    ก. ปีงบประมาณ พ.ศ. 2562    ข. ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ถึงปีงบประมาณ พ.ศ. 2565    ค.  ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ถึงปีงบประมาณ พ.ศ. 2567    ง.  ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ถึงปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ข้อ 4. การปฏิบัติราชการที่มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดความผาสุกและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ความสงบและปลอดภัยของสังคมส่วนรวม ตลอดจนประโยชน์สูงสุดของประเทศ เป็นความหมายต

โครงสร้างรัฐธรรมนูญ'60

การศึกษาโครงสร้างของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือกฎหมายอื่นๆ มีความสำคัญมาก ซึ่งจะช่วยให้มองเห็นภาพรวมของกฎหมายนั้น สามารถศึกษาและทำความเข้าใจเนื้อหาบทบัญญัติต่างๆ สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน สำหรับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปัจจุบัน (2560) มีบทบัญญัติทั้งสิ้น 279 มาตรา แบ่งออกเป็น 16 หมวด และบทเฉพาะกาลอีก 18 มาตรา ดังนี้ หมวด 1 บททั่วไป  (มาตรา 1-5) หมวด 2 พระมหากษัตริย์  (มาตรา 6-24)   หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย  (มาตรา 25-49) หมวด 4 หน้าที่ของปวงชนชาวไทย  (มาตรา 50) หมวด 5 หน้าที่ของรัฐ  (มาตรา 51-63) หมวด 6 แนวนโยบายแห่งรัฐ  (มาตรา 64-78) หมวด 7 รัฐสภา  (มาตรา 79-157)     ส่วนที่ 1 บททั่วไป  (มาตรา  79-82)     ส่วนที่ 2 สภาผู้แทนราษฎร  (มาตรา  83-106)     ส่วนที่ 3 วุฒิสภา  (มาตรา  107-113)     ส่วนที่ 4 บทที่ใช้แก่สภาทั้งสอง  (มาตรา  114-155)     ส่วนที่ 5 การประชุมร่วมกันของรัฐสภา   (มาตรา  156-157)  หมวด 8 คณะรัฐมนตรี  (มาตรา 158-183)  หมวด 9 การขัดกันแห่งผลประโยชน์  (มาตรา 184-187)  หมวด 10 ศาล  (มาตรา 188-199)     ส่วนที่ 1 บททั่วไป  (มาตรา  188-